ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุโรปประสานเสียงเมิน 'ทรัมป์' ต้านแรงกดดันส่งเรือรบกู้ทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นถูกลากร่วมวงสงคราม

    อิตาลีกลายเป็นชาติยุโรปล่าสุด (ตามหลังสหราชอาณาจักร เยอรมนี และกรีซ) ที่แสดงท่าทีระมัดระวังและสงวนท่าทีต่อข้อเรียกร้องของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กดดันให้ชาติพันธมิตรเข้าช่วยเหลือในการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

    อันโตนิโอ ทายานี (Antonio Tajani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในกรุงบรัสเซลส์ว่า อิตาลีพร้อมสนับสนุนการยกระดับภารกิจทางเรือของสหภาพยุโรป (EU) ในทะเลแดง

    "อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าภารกิจเหล่านี้จะสามารถขยายขอบเขตไปถึงช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่คือภารกิจเพื่อการป้องกันตนเองและปราบปรามโจรสลัด" ทายานีกล่าวเสริม

    ด้าน ซาเวียร์ เบตเทล (Xavier Bettel) รองนายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก ออกมาระบุอย่างดุเดือดว่า ประเทศของตนจะไม่ยอมจำนนต่อ "การแบล็กเมล์" จากสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าร่วมสงคราม โดยกล่าวว่า "เรายินดีอย่างยิ่งที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ผ่านการสนับสนุนด้านข้อมูลดาวเทียมและการสื่อสาร แต่ขอบอกเลยว่าอย่ามาขอให้เราส่งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไปร่วมด้วย"

    ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้ชาติต่างๆ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบไปช่วยเปิดเส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซ กลับได้รับการตอบรับที่เย็นชาจากบรรดาพันธมิตร แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก็ตาม

    การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางทหารใดๆ จะทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนชี้ว่าเป็นสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้ก่อขึ้นอย่างผิดกฎหมาย

    นอกเหนือจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้างและผลกระทบร้ายแรงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อมวลมนุษยชาติ โดยมีพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากทั้งในอิหร่านและเลบานอน จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เสนอแนะให้ชาติพันธมิตรช่วยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ทางเรือ เช่น เรือกวาดทุ่นระเบิด (Minesweepers) ซึ่งยุโรปมีประจำการอยู่มากกว่าสหรัฐฯ ทว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลของชาติต่างๆ ในยุโรปยังคงต้านทานแรงกดดันจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไว้ได้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่าทีและจุดยืนเหล่านี้จึงอาจเกิดความพลิกผันได้ทุกเมื่อ

    #TheStructure
    #TheStructureNews
    #โดนัลด์ทรัมป์ #ยุโรป #ช่องแคบฮอร์มุซ

    https://www.facebook.com/share/1DkdsnzSBd/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น มีรายงานว่ามีการวางทุ่นระเบิดใน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก สหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณขอให้พันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างญี่ปุ่น ส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือ (JMSDF) เข้าไปช่วยปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ

    นายกฯ ทากาอิจิ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกในเดือนตุลาคม 2025 แม้เธอจะมีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่สนับสนุนการเสริมสร้างกองทัพ แต่ในกรณีนี้ เธอได้ดำเนินกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แยบยลโดยใช้ มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 มาเป็นเหตุผลหลักในการปฏิเสธสหรัฐฯ

    [กฎที่คุณสร้าง คือข้อจำกัดของเรา]

    ทากาอิจิระบุในรัฐสภา (มีนาคม 2026) ว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งในภูมิภาคยังไม่ยุติลงอย่างเป็นทางการ การส่งเรือเข้าไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดอาจถูกตีความได้ว่าเป็น "การใช้กำลังทางทหาร" (Use of Force) ซึ่งขัดต่อมาตรา 9 ที่สหรัฐฯ ร่างไว้ให้ญี่ปุ่นเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นยุ่งเกี่ยวกับการสงครามหรือการใช้กำลังในต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นการป้องกันตนเองโดยตรงเมื่อถูกโจมตี

    [ทุ่นระเบิด ไม่ใช่ ภัยคุกคามต่อการอยู่รอด]

    ตามกฎหมายความมั่นคงที่ตีความใหม่ ญี่ปุ่นจะส่งทหารไปช่วยพันธมิตรได้ก็ต่อเมื่อเกิด "สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ" (Survival-threatening situation) แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบต่อราคาน้ำมัน แต่ทากาอิจิเลือกที่จะนิยามว่านี่ยังไม่ใช่เหตุแห่งสงครามที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องส่งทหารไปเสี่ยงตาย ซึ่งเป็นการใช้กรอบกฎหมายที่รัดกุมมากในการปฏิเสธคำขอที่กดดันจากวอชิงตัน

    [การทูตแบบ Iron Lady แห่งเอเชีย]

    การที่เธอเลือกใช้รัฐธรรมนูญ "ฉบับแมคอาเธอร์" มายันกับสหรัฐฯ ถือเป็นการเดินเกมที่เจ็บแสบ เพราะในอดีตสหรัฐฯ พยายามบีบให้ญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มาตลอดเพื่อให้ญี่ปุ่นช่วยแบกรับภาระทางทหารมากขึ้น แต่ในคราวนี้ ทากาอิจิกลับบอกว่า "เราอยากช่วยนะ แต่รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ (ซึ่งคุณเขียนให้เรา) ไม่อนุญาตให้เราทำเช่นนั้น"

    สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นยุคใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ หญิงคนนี้ ไม่ได้เดินตามคำสั่งของสหรัฐฯ อย่างไร้เงื่อนไขเหมือนในอดีต แต่ใช้ "มรดกจากยุคยึดครอง" มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์และชีวิตของพลเมืองตนเอง

    #TheStructure
    #TheStructureNews
    #โดนัลด์ทรัมป์ #ญี่ปุ่น #อิหร่าน

    https://www.facebook.com/share/p/17dc1x6u61/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีเยอรมันนี: นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน!

    นายบอริส ปิสตอริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี กล่าวถึงคำเรียกร้องของทรัมป์ให้ส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซว่า:

    "ทรัมป์คาดหวังอะไรจากเรือฟริเกตของยุโรปเพียงไม่กี่ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพเรืออเมริกันอันทรงพลังยังทำเองไม่ได้?
    ผมจะพูดอีกครั้ง: เราไม่ได้เริ่มสงครามนี้ ผมเห็นด้วย — พวกเราทุกคนเห็นด้วย — กับเป้าหมายที่จะยุติระบอบนี้ คำถามที่ว่าวิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นอยู่ระหว่างการหารือ
    นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน เราต้องการทางออกทางการทูตและการยุติอย่างรวดเร็ว แต่การส่งเรือรบเพิ่มเติมในภูมิภาคนี้ไม่น่าจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้"

    https://www.facebook.com/share/1F8n8QQRna/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Martin Armstrong: อิหร่านกำหนดเงื่อนไขยุติสงครามดังต่อไปนี้:
    1.ให้กองกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากตะวันออกกลางทั้งหมดภายใน 30 วัน
    2. ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่านทันที
    3. จ่ายค่าชดเชยจำนวน 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    กำหนดเส้นตายสำหรับการปฏิบัติตามคือวันที่ 10 เมษายน 2026

    หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม อิหร่านขู่ว่าจะดำเนินการดังต่อไปนี้
    1. ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการเดินเรือทั้งหมด
    2. เดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานจริง
    3. อนุญาตให้จีนและรัสเซียตั้งฐานทัพทหารบนแผ่นดินของอิหร่าน
    FB_IMG_1773675346276.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/18Q1wGL7ZZ/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! สหรัฐอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านส่งมอบน้ำมันดิบให้ลูกค้าได้! เพื่อต้องการลดความขัดแย้งพันธมิตรที่ต้องการน้ำมัน!
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สหรัฐฯ อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

    https://www.cnbc.com/2026/03/16/us-...8OhPR0oJaWTqmqZFOy_aem_lIpqVjiFn08Kzpi4ijOxCA
    FB_IMG_1773675629375.jpg
    https://www.facebook.com/share/1HUUE6XRLe/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากญี่ปุ่นและออสเตรเลียปฏิเสธต่อมาเยอรมันและกรีซปฏิเสธเช่นกันต่อคำเชิญของทรัมป์
    FB_IMG_1773675767573.jpg
    https://www.facebook.com/share/1DgYUUoKry/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หากนายกฯอิสราเอลเสียชีวิตหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นตามกฎหมาย?

    ระบบการเมืองอิสราเอลไม่มีตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ที่มีอำนาจสืบทอดอัตโนมัติเหมือนหลายประเทศ ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (incapacity) จะเกิดกระบวนการตามที่กำหนดไว้ใน

    Basic Law: The Government (กฎหมายพื้นฐานว่าด้วยรัฐบาล) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายรัฐธรรมนูญ

    กรณี นายกรัฐมนตรีเสียชีวิต (Death of the Prime Minister)

    - รัฐบาลทั้งคณะถือว่าลาออกโดยอัตโนมัติทันที
    - รัฐบาลชุดเดิมจะกลายเป็น "รัฐบาลรักษาการ (caretaker government)"มีอำนาจจำกัดในการบริหารงานประจำวันและดำเนินนโยบายที่จำเป็นต่อความมั่นคงและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน

    แต่ "ห้าม" ริเริ่มนโยบายใหม่ใหญ่ ๆ หรือลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ

    - จะต้องมีการ"เลือกตั้งพิเศษ (special elections)"ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยปกติคือภายใน ไม่เกิน 90 วัน นับจากวันที่รัฐบาลลาออก (อาจขยายได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องผ่านมติ Knesset)
    - จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีอาวุโส (senior minister) หรือบุคคลที่นายกฯ เคยแต่งตั้งไว้เป็น “Acting Prime Minister” จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการต่อไป

    กรณี นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (Incapacity)

    กฎหมายแบ่งเป็น 2 ระดับ: ชั่วคราว (temporary) และ ถาวร (permanent)

    1. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว (temporary incapacity)
    เช่น ป่วยหนัก ผ่าตัดใหญ่ ไม่อยู่ในประเทศ หรือเหตุอื่นที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว

    - หากนายกฯ ได้แต่งตั้ง “Acting Prime Minister”ไว้ล่วงหน้า → ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจะขึ้นปฏิบัติหน้าที่แทนทันที จนกว่านายกฯ จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้
    - หาก"ไม่ได้แต่งตั้งไว้ล่วงหน้า" → คณะรัฐมนตรี (Cabinet) จะประชุมและ"เลือกผู้รักษาการชั่วคราว" ขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยการลงคะแนนเสียง
    - ระยะเวลาชั่วคราวนี้ไม่มีกำหนดตายตัว แต่หากยืดเยื้อเกิน "100 วัน" จะถือว่าเข้าสู่ขั้นตอน “ถาวร”

    2. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถาวร (permanent incapacity)
    เช่น ป่วยหนักเรื้อรัง จิตใจหรือร่างกายไม่สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้เลย

    - หลังจากผ่านไป "100 วัน" (ในกรณีที่นายกฯ ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่) จะถือว่านายกฯ "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถาวร"
    - รัฐบาลทั้งคณะจะถือว่าลาออกโดยอัตโนมัติ (เหมือนกรณีเสียชีวิต)
    - จะต้องมีการ**เลือกตั้งพิเศษ** เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่และรัฐบาลชุดใหม่

    นิยามและขั้นตอนการประกาศ “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้” (Definition of Incapacity)

    - ก่อนปี 2023 กฎหมายไม่ได้กำหนดนิยามชัดเจน ทำให้เกิดการตีความได้กว้างและอาจมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยว
    - แต่หลังแก้ไขกฎหมาย "Basic Law: The Government" ในปี 2023 (เรียกว่า “Incapacitation Law” หรือการแก้ไขเกี่ยวกับการประกาศ incapacity)
    - นิยามถูกจำกัดให้เหลือเฉพาะเหตุผล"ทางกายภาพหรือจิตใจ" (physical or mental incapacity) เท่านั้น เช่น ป่วยทางร่างกายหรือจิตใจจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้
    - ห้ามใช้เหตุผลอื่น เช่น คดีความ อาชญากรรม หรือเหตุผลทางการเมือง เพื่อประกาศ incapacity
    - การประกาศต้องได้รับ"เสียงข้างมากพิเศษ" จากคณะรัฐมนตรี (เช่น 75%) และ/หรือสภาผู้แทนราษฎร Knesset (เช่น 80 เสียงจาก 120) ขึ้นกับกรณี เพื่อป้องกันการใช้ในทางมิชอบ

    สรุปขั้นตอนสั้น ๆ ในกรณีต่าง ๆ

    - เสียชีวิต → รัฐบาลลาออกอัตโนมัติ → เลือกตั้งพิเศษภายใน ~90 วัน → รัฐบาลรักษาการบริหารต่อ
    - ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว → Acting PM (ถ้ามี) หรือคณะรัฐมนตรีเลือกคนแทนทำหน้าที่ → หากเกิน 100 วัน → ถือว่าถาวร
    - ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ถาวร (หลัง 100 วัน) → เหมือนเสียชีวิต คือรัฐบาลลาออก → เลือกตั้งพิเศษ
    - นิยามปัจจุบันจำกัดแค่"สุขภาพกายและใจ" เท่านั้น ไม่รวมเหตุผลอื่น

    ข้อมูลนี้ยึดตาม "Basic Law: The Government" และการแก้ไขล่าสุด (ปี 2023–2024) ซึ่งยังใช้อยู่ในปัจจุบัน (มีนาคม 2569) หากมีพัฒนาการใหม่หลังจากนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม

    16 มีนาคม 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา :
    - Basic Law: The Government (official text & 2023 amendment)
    - Knesset website & Israeli Ministry of Justice
    - Haaretz, The Times of Israel, Jerusalem Post (explanation of succession rules)
    - Politico Europe, Reuters (context on Israeli political system)

    #อิสราเอล #นายกฯอิสราเอลเสียชีวิต #BasicLaw #Polexit #Geopolitics #IsraelSuccession

    https://www.facebook.com/share/1BGitfKeq7/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ-อังกฤษ เร่งตั้งกองกำลังผสมคุ้มกัน "ฮอร์มุซ" ขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดรับปากส่งเรือรบเข้าร่วมภารกิจ

    https://www.facebook.com/share/17T72WARnB/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิเคราะห์: ถึงเวลาที่ไทยต้องดัน B10 ทันที — กันชนราคาน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงาน และอุ้มภาคเกษตรไปพร้อมกัน

    ดีเซล ไม่ใช่เบนซิน คือเส้นเลือดของเศรษฐกิจไทย
    สิ่งที่น่ากลัวในวิกฤตตะวันออกกลางรอบนี้ไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือความเสี่ยงที่ "น้ำมันจะตึงตัว" พร้อมกันทั้งระบบ และเมื่อความเสี่ยงลามจากราคาไปสู่ปริมาณ เศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่งอย่างไทยจะถูกกระแทกตรงจุดที่สุด นี่จึงไม่ใช่เวลาของการรอดูสถานการณ์ แต่เป็นเวลาของการใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในมือให้เร็วที่สุด — หนึ่งในเครื่องมือที่ตรงจุดที่สุดคือ ดัน B10 กลับมาเป็นมาตรการหลักชั่วคราวโดยเร็ว เพื่อยืดอุปทานดีเซลฟอสซิลที่มีจำกัด และลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูงอยู่

    ถ้าจะจัดลำดับความสำคัญในภาวะช็อกน้ำมัน ไทยต้องเริ่มที่ดีเซลก่อน เพราะดีเซลคือเชื้อเพลิงของรถบรรทุก โลจิสติกส์ รถโดยสาร การก่อสร้าง เครื่องจักร และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง ในปี 2024 ไทยใช้ดีเซลเฉลี่ย 66.76 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 31.65 ล้านลิตรต่อวัน เท่านั้น — ดีเซลมีน้ำหนักต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าฝั่งเบนซินอย่างชัดเจน

    ฝั่งเบนซินยังพอมีทางบรรเทาได้ผ่าน WFH, EV, รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลปี 2024 ที่การใช้เบนซินหดตัว -0.05% ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของ EV และขนส่งมวลชนที่โต +11.03% แต่ฝั่งโลจิสติกส์นั้น "หนีดีเซลไม่ได้" เพราะการขนส่งสินค้าทั้งระบบยังขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซลเป็นหลัก

    ไทยมีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ยังใช้ไม่เต็มมือ
    ข้อสำคัญคือ B10 ไม่ใช่ไอเดียใหม่ และไม่ใช่การทดลองที่เสี่ยงเกินจำเป็น ไทยเคยผลักดัน B10 ให้เป็นเชื้อเพลิงหลักมาแล้วในอดีต ก่อนจะถอยกลับลงมา — และในวันที่ 1 พ.ค. 2024 แผนพลังงานใหม่ก็สะท้อนชัดว่ารัฐได้ยกเลิกสถานะ mandatory B10 ไปแล้ว พร้อมวางตลาดให้ B7 เป็นเชื้อเพลิงหลัก และ B20 เป็นทางเลือกแทน

    ล่าสุดในวันที่ 14 มีนาคม 2026 กระทรวงพลังงานเร่งมาตรการฉุกเฉิน โดยยกสัดส่วนไบโอดีเซลในดีเซลมาตรฐานจากแนว B5 กลับขึ้นมาสู่ B7 เพื่อช่วยลดการนำเข้าในช่วงความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง นี่แปลว่าในเชิงนโยบายและระบบตลาด ไทยยอมรับอยู่แล้วว่า "การเพิ่ม blend" คือเครื่องมือด้านความมั่นคงพลังงานที่ใช้ได้จริง เพียงแต่คำถามตอนนี้คือ — ทำไมต้องหยุดแค่ B7 ถ้าความเสี่ยงหลักยังไม่หายไปไหน?

    ตัวเลขที่ควรมองให้ชัด — B10 คือการยืดดีเซลฟอสซิลแบบจับต้องได้
    อิงระดับการใช้ดีเซลปี 2024 ที่ 66.76 ล้านลิตรต่อวัน การขยับจาก B7 ไป B10 หมายถึงการแทนที่ดีเซลฟอสซิลเพิ่มอีกราว 2.0 ล้านลิตรต่อวัน โดยประมาณ (66.76 × 0.03 = ~2.0) และแม้ตัวเลขปัจจุบัน ณ มีนาคม 2026 จะอยู่ที่ราว 61.8 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งลดลงจากปีก่อน ผลลัพธ์ก็ยังอยู่ที่ ~1.85 ล้านลิตรต่อวัน ที่สามารถประหยัดดีเซลฟอสซิลได้

    นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่จะลบล้างวิกฤตได้ทั้งหมด แต่ในภาวะที่ทุกลิตรของ middle distillate มีความหมาย การได้กันชนเพิ่มวันละเกือบ 2 ล้านลิตรถือว่าใหญ่พอจะช่วยยืดสต็อก ลดแรงกดดันการนำเข้า และเปิดพื้นที่ให้รัฐบริหารสำรองน้ำมันได้มีประสิทธิภาพขึ้น

    ยิ่งถ้ารัฐสั่งให้โรงกลั่น optimize yield ไปทางดีเซลมากที่สุดเท่าที่ข้อจำกัดทางเทคนิคอนุญาต แล้วใช้ B10 เป็นตัว "ยืด" crude ที่มีอยู่ ผลเชิงระบบจะยิ่งชัดขึ้น เพราะ crude 1 บาร์เรลจะถูกแปลงเป็นดีเซลที่ใช้งานได้ยาวขึ้น ไม่ต้องปล่อยให้แรงกดดันไปกองอยู่ที่การนำเข้าดีเซลสำเร็จรูปอย่างเดียว

    ภาคเกษตรไม่ได้เป็นแค่ผู้ได้อานิสงส์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ
    เหตุผลที่ B10 น่าดันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือมันเชื่อมตรงไปยังเศรษฐกิจชนบทและภาคเกษตรของไทยด้วย ข้อมูลทางการสะท้อนว่าอัตราใช้กำลังการผลิตของ B100 ลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 39% ในปี 2024 จาก 53% ในปี 2021 หมายความว่าประเทศมีศักยภาพในห่วงโซ่ไบโอดีเซลที่ยังถูกใช้งานไม่เต็มที่

    การดัน B10 จึงไม่ใช่แค่การหาน้ำมันมาผสมเพิ่ม แต่คือการดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศ เพิ่มคำสั่งซื้อให้โรงสกัด โรงงาน B100 และรายได้เกษตรกรในห่วงโซ่ทั้งระบบ ในภาวะที่เงินกำลังไหลออกนอกประเทศเพราะนำเข้าพลังงาน การเปลี่ยนบางส่วนของค่าใช้จ่ายนั้นให้กลับมาหมุนในชนบทไทย คือการป้องกันทั้งดุลพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากในคราวเดียว

    ฝั่งเบนซินมีตัวช่วย แต่ฝั่งดีเซลไม่มีทางลัด
    ในภาวะฉุกเฉิน รัฐสามารถกด demand ฝั่งเบนซินได้หลายทางพร้อมกัน ทั้งขอความร่วมมือ WFH, เร่งใช้ EV, ดัน E20 ให้ต่างราคาจาก E10 มากขึ้น และลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ส่งสัญญาณอยู่แล้วว่าจะใช้มาตรการด้านราคาจูงใจฝั่ง E20 เพิ่มเติม

    แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการช่วย "ขอบระบบ" เท่านั้น เพราะหัวใจของเศรษฐกิจจริงยังอยู่ที่รถบรรทุกและการขนส่งสินค้า และตรงนั้นยังต้องใช้ดีเซลเป็นหลัก ดังนั้นถ้ารัฐมี crude จำกัด สิ่งที่ควรทำคือ ให้ดีเซลมาก่อน ปรับ configuration และ operational priority ของโรงกลั่นไปที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดีเซลให้มากที่สุด แล้วใช้ B10 เป็นตัวคูณเพื่อยืด volume ที่ออกมาจากโรงกลั่นอีกชั้นหนึ่ง นี่คือวิธีคิดแบบบริหารทรัพยากรในภาวะสงคราม ไม่ใช่วิธีคิดแบบตลาดปกติ

    วัตถุดิบปาล์มไม่ใช่ปัญหา — ไทยเป็นผู้ส่งออกสุทธิ
    ข้อโต้แย้งที่มักได้ยินคือ "ปาล์มไทยตึงตัว ดัน B10 จะยิ่งทำให้ขาดแคลน" แต่ข้อเท็จจริงคือ ไทยเป็น ผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ผลิต CPO ราว 3.3–3.7 ล้านตันต่อปี ใช้ในประเทศราว 72% และส่งออกอีกราว 1 ล้านตัน ในปีการผลิต 2024/25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนการนำเข้าแทบเป็นศูนย์ เพราะรัฐจำกัดสิทธิ์นำเข้าไว้กับองค์การคลังสินค้าเท่านั้น

    นั่นแปลว่าถ้าดีมานด์ B100 เพิ่มจากการดัน B10 รัฐมีเครื่องมือสำรองที่ชัดเจน — จำกัดการส่งออก CPO ชั่วคราว ซึ่งไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่เพิ่งทำจริงมาแล้ว ในเดือนตุลาคม 2024 กรมการค้าภายใน สั่งระงับการส่งออก CPO ชั่วคราว เพื่อดูแลราคาปาล์มในประเทศ พร้อมลด blend จาก B7 เป็น B5 เป็นมาตรการเสริม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าไทยมีทั้งกลไกทางกฎหมายและประสบการณ์จริงในการบริหารซัพพลายปาล์ม

    ข้อสรุปจึงตรงข้ามกับข้อกังวล — ไทยไม่ได้ขาดปาล์ม ไทยแค่ยังส่งออกมากกว่าที่ควรในภาวะวิกฤต หากดัน B10 พร้อมคุมการส่งออก CPO ไม่ต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบขาด และยังช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศแทนการไหลออก

    แนวป้องกันหลายชั้น — ให้ B10 เป็นแกนกลาง
    ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับนโยบายเดียว แต่คือการวางแนวป้องกันหลายชั้น:

    ชั้นที่ 1: สั่งโรงกลั่นเน้นผลิตดีเซล (optimize yield)
    ชั้นที่ 2: ดัน B10 ทันที เพื่อยืด crude ที่มีอยู่
    ชั้นที่ 3: ลด demand ฝั่งเบนซินผ่าน WFH, EV, ขนส่งมวลชน และ E20
    ชั้นที่ 4: ใช้ B20 แบบ targeted กับรถบรรทุกและ fleet ที่รองรับได้
    หากทำพร้อมกัน ไทยจะไม่ได้ "ชนะ" ช็อกน้ำมันทั้งหมด แต่จะลดแรงกระแทกได้มากกว่าการใช้กองทุนพยุงราคาเพียงอย่างเดียว เพราะกองทุนช่วยเรื่องราคา แต่ B10 ช่วยเรื่องปริมาณจริง

    จุดที่ต้องตัดสินใจตอนนี้
    ในภาวะที่เส้นทางพลังงานโลกเสี่ยงสะดุด ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่มีน้ำมันเยอะที่สุด แต่คือประเทศที่มี "เครื่องมือภายในประเทศ" ให้ใช้ก่อนนำเข้าเพิ่ม ไทยมีเครื่องมือนั้นอยู่แล้วในชื่อ B10 และมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับชัดเจนทั้งด้านความมั่นคงพลังงาน การยืดดีเซลฟอสซิล การพยุงภาคขนส่ง และการหนุนรายได้ภาคเกษตร สิ่งที่ขาดอยู่ไม่ใช่ข้อมูล แต่คือความเร็วในการตัดสินใจ

    มุมมองของทันข่าวลงทุนจึงชัดเจน: ถ้าไทยกังวลเรื่อง oil shock จริง ต้องดัน B10 ASAP — ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่หลังตลาดนิ่ง แต่ตอนที่ความเสี่ยงยังสูงอยู่ เพราะในวิกฤตแบบนี้ ประเทศไม่ได้แพ้เพราะไม่มีทางเลือก ประเทศแพ้เพราะมีทางเลือกแต่ใช้ช้าเกินไป

    #ทันโลก #ลงทุน #เศรษฐกิจ #MarketUpdate #BreakingNews #หุ้น #GlobalMarkets

    FB เพจ: ทันข่าวลงทุน

    https://www.facebook.com/share/p/1V1QZM2urN/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความหวังโลก!
    ปากีสถาน เรือน้ำมันผ่าน #ฮอร์มุซ ได้แล้ว!!! ชาติที่สอง ต่อจากอินเดีย!
    รัฐบาลไหนๆ ติดต่อด่วน..

    ว้าว ว้าว ว้าว
    รัฐบาลจ๋า ติดต่อด่วน (หมายถึงรัฐบาลของชาติใดๆ ทั่วๆ ไปนะครับ ไม่ได้เจาะจงจ้า)
    https://www.cnn.com/world/live-news...mp-03-16-26?post-id=cmmt6xka2000h3b6v05525eag

    https://www.facebook.com/share/1C7gzrqj33/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เทขายน้ำมันดิบโลกเฉียดหลุด 100 ดอลลาร์ ราคาปิดร่วงกว่า 5 ดอลลาร์ หยุดราคาขึ้น 3 วันติดกัน เรือขนน้ำมันดิบอินเดียผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้ น้ำมันในไทยนิ่งมา 8 วันติดกัน ตรึงดีเซล 29.94 บาทต่อ BTimes

    Mar 17, 2026 เฉียดหลุดร้อย! เทขายน้ำมันดิบโลกเฉียดหลุด 100 ดอลลาร์ ราคาปิดร่วงกว่า 5 ดอลลาร์ เรือขนน้ำมันดิบอินเดียผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้ น้ำมันในไทยนิ่งมา 8 วันติดกัน ไทยอุ้มดีเซลเกินลิตรละ 20 บาท มากเป็นประวัติการณ์

    ตลาดซื้อขายน้ำมันดิบ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า วันที่ 16 มีนาคม 2026 ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ นิวยอร์ก สหรัฐ ปิดที่ 93.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -5.21 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -5.3% ส่งผลหยุดราคาน้ำมันดิบปิดขึ้น 3 วันติดต่อกันรวม +15.26 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ +16.99% เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม มีราคาปิดสูงสุดในรอบ 3 ปี 7 เดือน หรือตั้งแต่สิงหาคม ปี 2022 สัปดาห์ผ่านไป ราคาไนเม็กซ์ สหรัฐ พุ่งสูง +8%

    ด้านราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ อังกฤษ ทะเลเหนือ ปิดที่ 100.21 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -2.93 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -2.8% นับเป็นราคาน้ำมันดิบที่ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลหยุดราคาน้ำมันดิบปิดขึ้น 3 วันติดต่อกันรวม +15.34 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ +16.67% เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม มีสถิติราคาปิดสูงสุดในรอบ 3 ปี 7 เดือน หรือตั้งแต่สิงหาคม ปี 2022 ในสัปดาห์ผ่านไป ราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ พุ่งทะยาน +11.2%

    สาเหตุจาก สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ เปิดเผยว่าการปล่อยน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรลไปแล้วนั้น ยังคงมีสต๊อกน้ำมันสำรองอีกมากมาย การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกาขึ้นถึงระดับเกือบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาสั่งนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก นักลงทุนรีบขายสัญญาราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า สำหรับเดือนเมษายน เนื่องจากอายุสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 20 มีนาคมนี้

    ขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันดิบสัญชาติอินเดียสามารถผ่านช่องแคบฮอร์โมนได้โดยเป็นการแลกเปลี่ยนกับประเทศอินเดียให้ปล่อยเรือขนส่งน้ำมันดิบสัญชาติอิหร่านซึ่งถูกอินเดียยึดไว้เป็นจำนวน 3 ลำ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายน้ำมันมีผลวันที่ 10 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาขายน้ำมันครั้งแรกในรอบ 21 วันผ่านมา หรือนับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 โดยปรับราคาเบนซิน และกลุ่มแก๊สโซฮอลล์ ได้แก่ 91 และ 95 ขึ้น +50 สตางค์/ลิตร ในขณะที่ ปรับลดราคาอี20 และอี85 ลง 50 สตางค์/ลิตร

    #น้ำมันดิบ #สหรัฐ #อังกฤษ #เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันวันนี้ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1cY6hcUQR1/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามอาจวาดแผนที่ของราชอาณาจักรอ่าวเปอร์เซียใหม่ได้อย่างไร
    FB_IMG_1773707758380.jpg
    หากสหรัฐและอิสราเอลยังคงการโจมตีอิหร่านต่อไป—รวมถึงการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ—เพียงอีกไม่กี่เดือน แผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียอาจเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

    นี่คือวิธีที่เหตุการณ์อาจล้มต่อกันเหมือนโดมิโน ตามการวิเคราะห์ของ Geopolitics Prime

    United Arab Emirates: หากไม่สามารถส่งออกน้ำมันหรือ นำเข้าอาหารได้ เอมิเรตส์จะเผชิญวิกฤตทันที เมื่อโครงการการเงินและการลงทุนขนาดใหญ่ล่มสลาย การอยู่รอดอาจบังคับให้ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ นั่นคือการรวมตัวกับ Oman อีกครั้ง เส้นพรมแดนที่อังกฤษวาดไว้ระหว่างสุลต่านโอมานกับ Trucial Oman (ชื่อเดิมของยูเออีก่อนปี 1971) นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ และประวัติศาสตร์อาจกำลังแก้ไขมัน

    Qatar: หากการผลิตก๊าซ LNG หยุดเป็นเวลานาน นั่นไม่ใช่แค่ปัญหารายได้ (ก๊าซคิดเป็นประมาณ 70% ของรายได้รัฐ) แต่เป็นหายนะทางอุตสาหกรรม เพราะแท่นขุดเจาะที่หยุดทำงานนานเกินไปอาจไม่สามารถใช้งานได้อีก เมื่อเส้นทางลำเลียงหลักเหลือเพียงชายแดนกับ Saudi Arabia โดฮาที่สิ้นหวังอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพาอาณาจักรนั้น

    Bahrain: ประเทศนี้เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ผ่านสะพานเพียงเส้นเดียว คือ King Fahd Causeway ยาว 27 กิโลเมตร หากเส้นทางนี้ถูกโจมตี เกาะแห่งนี้จะถูกตัดขาดจากราชอาณาจักรอื่นทันที เมื่อประชากรส่วนใหญ่เป็นชีอะห์ที่มีความไม่พอใจต่อชนชั้นนำซุนนีอยู่แล้ว ความล้มเหลวด้านโลจิสติกส์อาจจุดชนวนการปฏิวัติ และผลลัพธ์อาจทำให้อิหร่านได้พันธมิตรใหม่ในภูมิภาค

    Kuwait: แม้ชนชั้นปกครองจะปฏิเสธ แต่คูเวตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Basra Province ในจักรวรรดิออตโตมัน เมื่ออ่าวถูกปิด การค้าของคูเวตอาจต้องกลับไปใช้เส้นทางบกโบราณผ่าน Basra และในสถานการณ์นั้น มันอาจกลายเป็นรัฐที่ต้องพึ่งพา Iraq

    Oman: แม้จะอยู่ติดกับอิหร่านข้าม Strait of Hormuz แต่โอมานกลับอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ท่าเรือสำคัญอย่าง Port of Duqm และ Muscat ตั้งอยู่นอกอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ยังสามารถเข้าถึงการค้าระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยดั้งเดิมระหว่างภูมิภาคกับเตหะราน โอมานอาจออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น มีบทบาทมากขึ้น และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น.
    https://x.com/SMO_VZ/status/2033578156628602891

     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โดนัลด์ ทรัมป์อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวชมอิหร่านที่ยืนหยัดสู้กับสหรัฐได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เขาพูดว่า:

    “มันเป็นเกมหมากรุกครั้งใหญ่ในระดับที่สูงมาก

    มันเป็นโอกาสระดับสูงมาก — สูงที่สุด — และผมกำลังรับมือกับผู้เล่นที่ฉลาดมาก คนเหล่านี้เป็นคนฉลาด พวกเขาไม่สามารถมาถึงจุดนั้นได้ถ้าไม่ฉลาด

    เมื่อคุณต้องเจรจากับคนบางคน คุณจะรู้ว่าคุณกำลังรับมือกับใคร สติปัญญาระดับสูง คนที่มีไอคิวสูง — สูงมาก”

    https://www.facebook.com/share/p/1CpmmyYRao/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาดูกันว่าอิหร่านเพิ่งยิงอะไรใส่ Israel Aerospace Industries และฐานทัพสหรัฐสามแห่งในการโจมตีระลอกที่ 55
    FB_IMG_1773708054105.jpg FB_IMG_1773708056644.jpg FB_IMG_1773708060189.jpg FB_IMG_1773708062117.jpg
    Fattah มีความเร็วถึงมัค 13 หัวรบของมันจะแยกตัวกลางการบินและสามารถเคลื่อนที่ปรับทิศทางได้อย่างอิสระเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมระบบสกัดกั้นใด ๆ ในโลก หรือแม้แต่ในภูมิภาคนี้ จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อหยุดมัน

    Emad มีความเร็วถึงมัค 11 พร้อมหัวรบน้ำหนัก 750 กิโลกรัม และมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 10 เมตรในระยะทาง 1,700 กิโลเมตร

    Qadr สามารถบรรทุกวัตถุระเบิดแรงสูงได้ถึงหนึ่งตัน และมีรุ่นหนึ่งที่มีพิสัยไกลถึง 1,950 กิโลเมตร

    ส่วน Zolfaghar ซึ่งถูกเรียกว่า “นักล่าฐานทัพในอ่าวเปอร์เซีย” สามารถโจมตีได้แม่นยำภายในระยะ 10 เมตร ในระยะมากกว่า 700 กิโลเมตร พร้อมหัวรบหนัก 580 กิโลกรัม

    สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง ไม่ใช่อาวุธก่อการร้าย (แม้ว่าผลลัพธ์หลังการโจมตีจะน่าสะพรึงกลัวก็ตาม) และคนที่ใช้เวลายี่สิบปีบอกคุณว่าอิหร่านกำลังบลัฟ ว่าการคว่ำบาตรจะหยุดโครงการนิวเคลียร์ได้ และว่ากองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps เป็นเพียงภาพลวงตา คนกลุ่มเดียวกันนี้เองที่ตอนนี้อยู่ใน Oval Office และกำลังถามว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถเปิด Strait of Hormuz ได้อีกครั้ง

    การโจมตีระลอกที่ 55 ได้ให้คำตอบนั้นแล้ว

    เพื่อความอยู่รอดของตน อิหร่านจึงสร้างคลังอาวุธนี้ขึ้นมา ส่วนโลกตะวันตกก็สร้างเงื่อนไขที่ทำให้มันเกิดขึ้น.
    https://x.com/IslanderWORLD/status/2033586016871669882

    https://www.facebook.com/share/p/18WgKB1AHH/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความจริงที่เปิดตา — บทเรียนสำหรับผู้นำประเทศ
    FB_IMG_1773708317068.jpg
    อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย Mahathir Mohamad กล่าวว่า:

    ในปี 2004 มาเลเซียได้ซื้อเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet จำนวน 8 ลำจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด มูลค่าของข้อตกลงนี้มากกว่า 640 ล้านดอลลาร์

    หลังจากได้รับเครื่องบินแล้ว มาเลเซียได้จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรเพื่อศึกษาคุณสมบัติและขีดความสามารถทางการรบของเครื่องบินอย่างละเอียด

    ผู้เชี่ยวชาญของมาเลเซียค้นพบว่า เครื่องบินกำลังส่งข้อมูลของทุกเที่ยวบินไปยังฐานทัพทหารของสหรัฐ เช่น

    ระดับความสูงของการบิน

    ความเร็ว

    ตำแหน่ง

    เส้นทางการบิน

    รายละเอียดภารกิจ

    และการสื่อสารของนักบินกับห้องควบคุมภาคพื้นดิน

    ไม่เพียงเท่านั้น ระบบปฏิบัติการของเครื่องบินและระบบนักบินอัตโนมัติยังสามารถถูกควบคุมจากฐานทัพของสหรัฐได้อีกด้วย นั่นหมายความว่า หากเจ้าหน้าที่สหรัฐบนภาคพื้นดินเพียงกดปุ่มเดียว เส้นทางของเครื่องบินสามารถถูกเปลี่ยนได้ เครื่องบินอาจถูกทำให้ตก หรือแม้แต่เป้าหมายของการโจมตีก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้

    เมื่อมาเลเซียพยายามปรับแก้ระบบปฏิบัติการของเครื่องบิน สหรัฐอเมริกาและบริษัทผู้ผลิต McDonnell Douglas ได้คัดค้านอย่างหนัก พวกเขายังขู่ว่าจะหยุดการส่งชิ้นส่วนและการบำรุงรักษา รวมทั้งกำหนดข้อจำกัดต่าง ๆ

    แม้แต่มาเลเซียจะขอชิ้นส่วนบางอย่างเพื่อเปิดใช้งานความสามารถบางประการของเครื่องบิน บริษัทก็ยังปฏิเสธ

    ท้ายที่สุด มาเลเซียจึงตระหนักว่า ตนได้ซื้อเครื่องบินที่ไม่สามารถใช้ในสงครามจริงได้โดยปราศจากการอนุมัติจากสหรัฐ

    ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาเลเซียเท่านั้น หลายประเทศอาหรับและประเทศมุสลิมจำนวนมากก็เผชิญความเป็นจริงแบบเดียวกัน

    บทเรียนมีความชัดเจน:

    ตราบใดที่ประเทศหนึ่งยังไม่พัฒนาเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศของตนเอง ประเทศนั้นก็จะยังคงต้องพึ่งพาผู้อื่นต่อไป

    (ที่มา: การสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของ Al Jazeera กับ Mahathir Mohamad)

    https://www.facebook.com/share/p/16zpNrKyjX/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักวิเคราะห์ชี้ว่า รูปแบบการทำสงครามของอิหร่านกำลังทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังเฝ้าดูและเรียนรู้

    ผ่านไปสิบหกวันนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ภาพในสนามรบกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่นักวางแผนของเพนตากอนไม่ได้คาดคิดไว้ ถนนในกรุงเตหะรานยังคงเต็มไปด้วยฝูงชนที่แสดงการต่อต้าน ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดสำหรับเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ และฐานทัพทหารของสหรัฐในภูมิภาคยังคงมีควันไฟจากการโจมตี
    แพทริเซีย มารินส์ นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมอิสระซึ่งประจำอยู่ในบราซิล ได้ติดตามการดำเนินของสงครามครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งความสนใจไปที่ความสมดุลทางยุทธศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
    ในการให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Press TV มารินส์กล่าวว่า เธอกำลังเห็นการปรากฏขึ้นของสิ่งที่ภูมิภาคนี้แทบไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ “รูปแบบการทำสงครามแบบอิหร่าน” ที่กำลังพิสูจน์ตัวเองเมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก
    “รูปแบบของอิหร่านมีลักษณะเฉพาะหลายประการเมื่อเทียบกับรูปแบบของอเมริกาที่ถูกส่งออกไปยังประเทศอาหรับ มันถูกสร้างขึ้นสำหรับสงครามแบบยืดเยื้อเพื่อทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลง และความสามารถในการฟื้นตัว โดยมีเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดินอย่างกว้างขวาง และมุ่งเน้นไปที่อาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงระยะไกล” เธอเน้นย้ำ
    “ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการลงทุนในศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัย การวิศวกรรมย้อนกลับ และการดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายด้านสามารถใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน”
    ในทางกลับกัน รูปแบบของอเมริกาที่ถูกส่งออกไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียประกอบด้วย “สิ่งติดตั้งบนพื้นผิวที่เปราะบาง แทบไม่มีระดับของการผลิตภายในประเทศ และผลที่ตามมาคือความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างศูนย์วิจัย การวิศวกรรมย้อนกลับ และอุตสาหกรรมทางทหาร” ซึ่งมารินส์กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบของสหรัฐเท่านั้น แต่รวมถึงรูปแบบของชาติตะวันตกทั้งหมด
    “คูเวตจ่ายเงินมากกว่า 310 ล้านดอลลาร์สำหรับเครื่องบิน Eurofighter Typhoon หนึ่งลำ ซึ่งไม่ต่างจากการรีดไถ” เธอกล่าว โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างรูปแบบของอเมริกากับของอิหร่าน
    ในวันนี้ ท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการลอบสังหารผู้นำการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี รวมถึงผู้บัญชาการทหารระดับสูงบางคน การลงทุนดังกล่าวกำลังให้ผลตอบแทน
    มารินส์เชื่อว่าความแตกต่างในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางทหารนี้ไม่ได้หลุดรอดสายตาของผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาค
    “ฉันเชื่อว่ารูปแบบของอิหร่านนี้กำลังถูกประเทศในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมดจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ ฉันเห็นความเป็นไปได้สูงที่มันจะถูกใช้เป็นต้นแบบในหลายด้าน ฉันยังเชื่อด้วยว่ามันได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมขีปนาวุธของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในขณะนี้กำลังดูดซับเทคโนโลยีจากจีน” เธอกล่าว
    “อิหร่านเป็นแรงบันดาลใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาระยะห่างอย่างระมัดระวังจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียในภาคส่วนนี้”
    นอกเหนือจากคลังขีปนาวุธและโดรนแล้ว อิหร่านยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์อีกด้วย นักวิเคราะห์ชาวบราซิลกล่าว
    “ข้อได้เปรียบของอิหร่านเริ่มต้นจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตน แต่ก็ได้รับการยืนยันด้วยศักยภาพทางทหารของตน และอิหร่านรู้วิธีใช้ประโยชน์จากทั้งสองอย่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก” เธอกล่าว
    เธออ้างถึงเรือดำน้ำชั้น Ghadir ซึ่งมีราคาย่อมเยา ล่องหนได้ดี และถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับน่านน้ำที่มันปฏิบัติการอยู่ นั่นคืออ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ
    เธอกล่าวว่าลักษณะของช่องแคบแห่งนี้ที่ “ตื้น มีความเค็มสูง และมีอุณหภูมิสูง สร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย มีสัญญาณรบกวนมาก และซับซ้อนสำหรับโซนาร์ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับแพลตฟอร์มขนาดเล็กที่รวดเร็วและมีความคล่องตัวสูง”
    “มันเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างอาวุธกับสภาพแวดล้อมที่มันปฏิบัติการอยู่” เธอกล่าว “อิหร่านรู้วิธีใช้ภูมิศาสตร์ที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเขาอยู่แล้ว”
    นอกจากนี้ยังมีเยเมน ซึ่งได้แสดงท่าทีว่ามีความพร้อมที่จะเข้าร่วมแนวรบต่อต้านสหรัฐและอิสราเอล ต่อจากขบวนการต่อต้านฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกลุ่มต่อต้านในอิรัก
    “อิหร่านเป็นผู้เล่นที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง โดยรู้ว่าการรักษาอิทธิพลในเยเมนไว้ ในสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้พวกเขาสามารถใช้อำนาจเหนือช่องแคบทั้งสองแห่งได้” มารินส์กล่าว
    “อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความรอบคอบและความเป็นผู้ใหญ่”
    เธอกล่าวว่า ขณะนี้ช่องแคบฮอร์มุซได้ถูกปิดอย่างมีประสิทธิภาพแล้วสำหรับสหรัฐและเรือของประเทศพันธมิตร และหากขบวนการอันซอรุลลอฮ์ในเยเมนดำเนินการตามที่บอกไว้และปิดช่องแคบบับเอลมันเดบด้วย ต้นทุนความเสียหายจะรุนแรงอย่างยิ่ง
    “สิ่งนี้จะขยายความขัดแย้งบนแนวแกนนั้นไปยังประเทศในยุโรป ซึ่งก็ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ฉันเชื่อว่าอิหร่านกำลังชั่งน้ำหนักถึงความจำเป็นของการยกระดับความขัดแย้งนี้ และว่ามันจำเป็นจริงหรือไม่ ขณะที่ฮอร์มุซเกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซ บับเอลมันเดบเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของสินค้าระหว่างตะวันตกและเอเชีย” มารินส์กล่าว
    “หากช่องแคบนี้ถูกปิด มันจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ฉันมองว่าอิหร่านมีความรอบคอบและมีวินัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศหนึ่งต้องมีในช่วงเวลาของสงคราม”
    แม้ว่ารายงานของสื่อจะอ้างตัวเลขว่าการโจมตีของสหรัฐมีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 1 พันล้านดอลลาร์ และมีการประเมินหนึ่งที่ระบุว่าเพียงหกวันแรกมีค่าใช้จ่ายถึง 11 พันล้านดอลลาร์ แต่มารินส์เชื่อว่าต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่านั้นมาก
    จากการคาดการณ์ของเธอ เธอเสนอว่าค่าใช้จ่ายของสหรัฐอาจพุ่งสูงถึง 360 พันล้านดอลลาร์ภายในสองเดือน หากสงครามยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการยุติ ซึ่งเธอเน้นย้ำว่า “ตัวเลขนี้จะทดสอบความอดทนของคลังการเงินของประเทศใดก็ตาม ไม่ต้องพูดถึงผู้เสียภาษีชาวอเมริกันที่กำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอยู่แล้ว”
    “ปฏิบัติการของอิสราเอลในช่วงสงคราม 12 วันมีค่าใช้จ่ายรายวันประมาณ 700 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง และเมื่อรวมค่าใช้จ่ายของขีปนาวุธสกัดกั้นและความเสียหายต่าง ๆ เข้าไป ค่าใช้จ่ายรายวันก็พุ่งขึ้นเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์” เธอกล่าวกับเว็บไซต์ Press TV
    “ฉันเชื่อว่านี่จะเป็นต้นทุนของอิสราเอล แต่ต้นทุนของสหรัฐจนถึงตอนนี้สูงกว่านั้นสามเท่า เนื่องจากสามปัจจัย ได้แก่ จำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นที่ถูกใช้ไป ปริมาณขีปนาวุธและระเบิดนำวิถีที่ถูกใช้ และค่าใช้จ่ายจากความเสียหายต่อฐานทัพและระบบเรดาร์”
    เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน มารินส์กล่าวว่าค่าใช้จ่ายคาดว่าจะ “ไม่ต่ำกว่า 6–8 พันล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงสองสัปดาห์ของสงครามนี้”
    เกี่ยวกับรายงานที่ระบุว่าที่ปรึกษาของทรัมป์กำลังแนะนำให้เขาประกาศชัยชนะและหาทางถอนตัว มารินส์สงสัยว่าชัยชนะของสหรัฐในสงครามครั้งนี้จะเป็นไปได้หรือไม่
    “ฉันไม่คิดเช่นนั้น ฉันเห็นว่าอิหร่านอยู่ในตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่ดีกว่ามากในการชนะความขัดแย้งนี้ ตราบใดที่อิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบได้ แรงกดดันก็จะยังคงตกอยู่บนบ่าของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าเขาจะทิ้งระเบิดมากแค่ไหนก็ตาม” เธอกล่าว
    แต่ภายใต้ความเป็นจริงทางยุทธวิธีนั้น ยังมีความจริงที่ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของสงครามครั้งนี้ มารินส์กล่าวว่า อิหร่านได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับการทิ้งระเบิดได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมทั้งจำกัดปฏิบัติการโดรนเหนือดินแดนของตน และทำสงครามแบบอสมมาตรตามเงื่อนไขของตนเอง
    “จนถึงตอนนี้ ฉันเชื่อว่าอิหร่านได้ดำเนินสงครามแบบอสมมาตรโดยมีความผิดพลาดน้อยมาก” มารินส์กล่าว “ซึ่งเป็นสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลไม่รู้ว่าจะต่อสู้อย่างไร”
    Press TV

    https://www.facebook.com/share/p/18DzWubbU6/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามที่ยืดเยื้อหมายถึงการล่มสลายของอิสราเอล
    กับดักทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล: สงครามบั่นทอนกำลัง การถูกล้อม และจุดจบของหลักการสงครามระยะสั้น
    ตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สมมติฐานเก่า ๆ กำลังพังทลายลง
    เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อิสราเอลพึ่งพาสูตรทางยุทธศาสตร์ที่เรียบง่าย นั่นคือความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี การระดมกำลังอย่างรวดเร็ว และการทำสงครามระยะสั้นที่เกิดขึ้นห่างไกลจากศูนย์กลางประชากรของตน ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น อิสราเอลจะโจมตีอย่างหนัก และการสู้รบจะจบลงก่อนที่สังคมหรือเศรษฐกิจของอิสราเอลจะต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
    รูปแบบนั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่ง นั่นคืออิสราเอลต้องควบคุมจังหวะของสงครามได้
    แต่ในวันนี้ เงื่อนไขนั้นกำลังหายไป
    ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวไปทั่วภูมิภาค และดำเนินไปตามกาลเวลา แทนที่จะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว ในสงครามลักษณะนี้ ตัวแปรที่ชี้ขาดไม่ได้เป็นเพียงอำนาจการยิงอีกต่อไป
    แต่คือความสามารถในการยืนหยัด
    ระบบที่กำลังเผชิญแรงกดดัน
    ภายในกลางเดือนมีนาคม ปี 2026 อิสราเอลกำลังเผชิญวิกฤตระดับชาติที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศในปี 1948 การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับ 1 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพียงใด
    เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อิสราเอลทำสงครามระยะสั้นที่เด็ดขาด โดยส่วนใหญ่เป็นไปตามเงื่อนไขของตนเอง
    แต่ยุคนั้นอาจกำลังจะสิ้นสุดลง
    แทนที่จะเป็นปฏิบัติการที่จำกัดวงและมีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่มีลักษณะคล้ายสงครามบั่นทอนกำลังที่ยืดเยื้อ
    แรงกดดันเชิงโครงสร้างสามประการกำลังกำหนดความเป็นจริงใหม่นี้
    ประการแรก อิสราเอลกำลังเผชิญภัยคุกคามจากหลายแนวรบพร้อมกัน
    ประการที่สอง คู่ต่อสู้จำนวนมากของอิสราเอลดำเนินการในลักษณะเครือข่ายระดับภูมิภาคที่หลวม ๆ มากกว่าจะเป็นรัฐเดี่ยวที่สามารถถูกเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด
    ประการที่สาม สนามรบเองก็กำลังขยายตัว สงครามสมัยใหม่กำลังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน และชีวิตของพลเรือนมากขึ้น แทนที่จะโจมตีเฉพาะกองทัพเท่านั้น
    เมื่อรวมกันแล้ว แรงกดดันเหล่านี้ได้สร้างเงื่อนไขสำหรับสงครามที่ยืดเยื้อ
    จุดเปลี่ยนวันที่ 28 กุมภาพันธ์
    ภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
    การโจมตีแบบตัดหัวผู้นำร่วมกันของสหรัฐและอิสราเอลได้สังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี พร้อมกับสมาชิกในครอบครัวของเขา ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้นำทางการเมืองของอิหร่านเป็นอัมพาต และทำให้รัฐอิหร่านแตกแยก
    แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
    แทนที่ระบบจะล่มสลาย การโจมตีกลับทำให้มันรวมตัวกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    สิ่งที่เริ่มต้นจากการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ ถูกตีความใหม่ภายในอิหร่านว่าเป็นการต่อสู้ระดับชาติเพื่อความอยู่รอดและการล้างแค้น ในความขัดแย้งที่ถูกกำหนดด้วยอัตลักษณ์และอุดมการณ์ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจทรงพลังยิ่งกว่าการโจมตีทางทหารใด ๆ
    ยุทธศาสตร์ของอิหร่าน: ทำให้โล่ป้องกันหมดแรง
    การตอบโต้ของอิหร่านดำเนินไปตามรูปแบบที่คำนวณมาแล้ว
    เตหะรานเริ่มต้นไม่ใช่ด้วยขีปนาวุธหนัก แต่ด้วยฝูงโดรนราคาถูกจำนวนมาก โดรนเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเป้าหมายของอิสราเอลเป็นหลัก จุดประสงค์ของมันคือการทำให้ระบบป้องกันของอิสราเอลหมดแรง
    การสกัดกั้นแต่ละครั้งต้องใช้ขีปนาวุธราคาแพงจากระบบอย่าง Iron Dome, David’s Sling หรือ Arrow
    ดังนั้นโดรนแต่ละลำจึงบังคับให้อิสราเอลต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าต้นทุนของการโจมตีหลายเท่า
    เมื่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้นถูกทำให้ลดลงเพียงพอแล้ว อิหร่านจึงเริ่มระยะต่อไป
    ในวันที่ 14 มีนาคม เตหะรานได้เริ่มปฏิบัติการ True Promise-4 ซึ่งเป็นการระดมยิงขีปนาวุธพิสัยไกลขนาดใหญ่พร้อมกัน โดยบรรทุกหัวรบที่มีน้ำหนักเกินหนึ่งตัน
    ฐานทัพอากาศของอิสราเอลหลายแห่งได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และขีปนาวุธยังพุ่งเข้าใส่เขตที่อยู่อาศัยในกรุงเทลอาวีฟ ทำให้สงครามปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในศูนย์กลางพลเรือนของประเทศ
    รายงานบางฉบับระบุว่าความเสียหายอาจรุนแรงกว่าการปะทะกันที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งสิบสองวันในปีที่ผ่านมา
    คณิตศาสตร์ของสงครามบั่นทอนกำลัง
    เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ขณะนี้เริ่มแสดงสัญญาณของแรงกดดัน
    คลังขีปนาวุธสกัดกั้นกำลังลดลงภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากโดรนและขีปนาวุธ ด้วยเหตุนี้ ระบบป้องกันจึงเริ่มให้ความสำคัญเฉพาะภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดเท่านั้น
    อัตราการสกัดกั้นได้ลดลงต่ำถึงประมาณ 30% ขณะที่ทรัพยากรถูกเก็บรักษาไว้เพื่อใช้อย่างจำกัด
    มีความจริงง่าย ๆ สามประการที่อธิบายว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
    ประการแรก ขีปนาวุธสกัดกั้นมีราคาสูงกว่าโดรนที่มันทำลายมาก
    ประการที่สอง โดรนสามารถผลิตได้ในจำนวนมาก ในขณะที่คลังขีปนาวุธสกัดกั้นมีจำนวนจำกัด
    ประการที่สาม เวลาเข้าข้างฝ่ายที่สามารถรักษาแรงกดดันไว้ได้นานกว่า
    ในการปะทะที่ยืดเยื้อ คณิตศาสตร์ของสงครามบั่นทอนกำลังจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป
    “โล่ที่ทะลุผ่านไม่ได้” จึงพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมีขีดจำกัด
    หากไม่มีระบบป้องกันทางอากาศ อิสราเอลจะกลายเป็นประเทศที่เปราะบางและเปิดเผยต่อการโจมตีเหมือนกับกาซา ทุกคนรู้ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร อิหร่านสามารถโจมตีอิสราเอลได้แทบทุกวิธีที่ต้องการ และอิสราเอลก็จะไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากนานาชาติมากนัก ทางเลือกที่ดีที่สุดของชาวอิสราเอลในตอนนี้คือการหนีออกจากประเทศ หากทุกคนจากไป ก็จะไม่เหลืออิสราเอลอีกต่อไป
    แรงกดดันระดับภูมิภาคจากหลายแนวรบ
    การโจมตีในวันที่ 14 มีนาคมยังเกิดขึ้นพร้อมกับการยกระดับความตึงเครียดในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น
    ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน
    อิหร่านยังคงยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและส่งฝูงโดรนที่สามารถเข้าถึงดินแดนอิสราเอลได้
    ฮิซบอลเลาะห์ได้เพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการตามแนวชายแดนทางเหนือ ทำให้อิสราเอลต้องคงกำลังทหารจำนวนมากไว้ในพื้นที่นั้น
    กองกำลังติดอาวุธชีอะห์ในซีเรียและอิรักได้ปล่อยโดรนและขีปนาวุธร่อนโจมตีไปยังที่ราบสูงโกลัน
    กองกำลังฮูตีในเยเมนได้โจมตีเรือเดินสมุทรที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลในทะเลแดง ซึ่งคุกคามเส้นทางลำเลียงทางทะเล
    กาซายังคงเป็นสนามรบที่ยังคุกรุ่น โดยฮามาสยังคงดำเนินปฏิบัติการแบบกองโจร แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตนั้นจะถูกทำลายอย่างหนักแล้วก็ตาม
    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดภายในอิสราเอลเองก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีการชุมนุมขนาดใหญ่เรียกร้องให้มีความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการยกระดับของสงครามครั้งนี้
    แต่ละแนวรบเพียงลำพังอาจยังพอรับมือได้
    แต่เมื่อรวมกันแล้ว พวกมันสร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่อกองทัพ เศรษฐกิจ และสังคมของอิสราเอล
    สนามรบด้านโครงสร้างพื้นฐาน
    อีกมิติหนึ่งของสงครามกำลังปรากฏให้เห็น นั่นคือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
    ความขัดแย้งสมัยใหม่กำลังมุ่งเป้าไปที่ระบบที่หล่อเลี้ยงชีวิตพลเรือนมากขึ้น
    อิหร่านได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้แล้ว โดยการโจมตีโรงไฟฟ้าโอรอต ราบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โรงไฟฟ้าแห่งนี้จัดหาพลังงานไฟฟ้าประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ
    การโจมตีครั้งนั้นทำให้เกิดไฟฟ้าดับอย่างมีนัยสำคัญ และเผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น
    ระบบพลังงานของอิสราเอลมีลักษณะรวมศูนย์สูง การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับแท่นก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งจำนวนไม่กี่แห่งและโรงไฟฟ้าหลักบางแห่ง
    โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำก็มีลักษณะรวมศูนย์เช่นกัน น้ำดื่มส่วนใหญ่ของอิสราเอลมาจากโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเลหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
    หากสิ่งติดตั้งเหล่านี้ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายอาจลุกลามไปทั่วทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิงของประเทศ
    ความเปราะบางของ “ปาฏิหาริย์แห่งทะเลทราย”
    ความสำเร็จด้านเกษตรกรรมของอิสราเอล ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์แห่งทะเลทราย” ก็สะท้อนถึงรูปแบบการพัฒนาที่พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างสูง
    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศได้เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกผ่านระบบชลประทานแบบหยด โรงเรือนควบคุมสภาพภูมิอากาศ และระบบเกษตรกรรมอัตโนมัติ
    แต่ความซับซ้อนนี้เองก็สร้างจุดเปราะบางใหม่ขึ้นมา
    การทำเกษตรในโรงเรือนสมัยใหม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ปั๊มน้ำชลประทานอัตโนมัติ และระบบตรวจสอบแบบดิจิทัล หากระบบไฟฟ้าหรือระบบน้ำล้มเหลว พืชผลอาจสูญเสียได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
    ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็พึ่งพาการนำเข้าทางทะเลอย่างมากสำหรับธัญพืชและอาหารหลัก
    ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การหยุดชะงักของท่าเรือ เส้นทางเดินเรือ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร อาจค่อย ๆ สร้างแรงกดดันต่อแหล่งอาหารภายในประเทศ ภาวะอดอยากอาจกำลังใกล้เข้ามา
    จุดจบของหลักการสงครามระยะสั้น
    เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ยุทธศาสตร์ของอิสราเอลตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ ข้อหนึ่ง นั่นคือ สงครามต้องสั้น
    การระดมกำลังอย่างรวดเร็วและการใช้กำลังอย่างท่วมท้นถูกออกแบบมาเพื่อสร้างชัยชนะอย่างรวดเร็ว ก่อนที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือแรงกดดันจากนานาชาติจะก่อตัวขึ้น
    แต่ความขัดแย้งในปัจจุบันกำลังเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้าม
    แทนที่จะเป็นการรณรงค์ระยะสั้น ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญกับเครือข่ายของฝ่ายตรงข้ามที่กระจายตัว ซึ่งสามารถรักษาแรงกดดันอย่างต่อเนื่องได้ในหลายสมรภูมิพร้อมกัน

    ในสงครามลักษณะเช่นนี้ ความเหนือกว่าในสนามรบเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวตัดสิน
    ความสามารถในการยืนหยัดกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
    และความสามารถในการยืนหยัดมักจะเข้าข้างฝ่ายที่สามารถรักษาแรงกดดันไว้ได้นานกว่า
    ตรรกะของสงครามบั่นทอนกำลัง
    ยุทธศาสตร์ของอิหร่านสะท้อนการคำนวณที่ตรงไปตรงมา
    เตหะรานไม่จำเป็นต้องเอาชนะอิสราเอลในการรบครั้งใหญ่ที่เด็ดขาด
    มันเพียงต้องทำให้สงครามดำเนินต่อไป
    หากความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานพอ แรงกดดันที่สะสมอาจค่อย ๆ บั่นทอนศักยภาพทางทหาร เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นเอกภาพภายในของอิสราเอล
    สำหรับอิหร่าน เวลาอาจทำหน้าที่เป็นพันธมิตร
    แต่สำหรับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา สถานการณ์อาจตรงกันข้าม
    หากพวกเขาไม่สามารถทำลายความสามารถของอิหร่านในการรักษาแรงกดดันได้อย่างรวดเร็ว เวลานั่นเองจะกลายเป็นสนามรบเชิงยุทธศาสตร์
    สงครามบั่นทอนกำลังมักไม่เข้าข้างฝ่ายที่ต้องพึ่งพาชัยชนะอย่างรวดเร็ว
    แต่มันเข้าข้างฝ่ายที่สามารถรอคอยได้
    และคำถามที่น่ากังวลที่สุดซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับภูมิภาคในขณะนี้นั้นเรียบง่ายมาก
    ฝ่ายใดจะสามารถยืนหยัดได้นานกว่า
    อิหร่านจำเป็นต้องรักษาจังหวะและทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไป หากต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่สุด
    https://x.com/PandemicTruther/status/2033622009771385087

    https://www.facebook.com/share/p/1Htpijt3yt/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข้อความของ ลาริจานี แห่งอิหร่าน ถึงชาวมุสลิม

    “ถึงชาวมุสลิมทั่วโลก และรัฐบาลของประเทศอิสลาม:”

    1- อิหร่านถูกโจมตีอย่างหลอกลวงจากอเมริกาและไซออนิสต์ในระหว่างการเจรจา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายอิหร่าน การรุกรานครั้งนี้ทำให้ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติอิสลาม รวมถึงพลเรือนและผู้บัญชาการทหารจำนวนมากต้องเสียชีวิตในฐานะผู้พลีชีพ อย่างไรก็ตาม ผู้รุกรานต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างแข็งแกร่งทั้งในระดับชาติและในนามของอิสลามจากประชาชนชาวอิหร่าน

    2- พวกท่านทราบดีว่า นอกจากในบางกรณีที่หาได้ยากและท่าทีทางการเมืองเพียงเล็กน้อยแล้ว ไม่มีรัฐอิสลามใดที่ยืนเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวอิหร่านด้วยเจตจำนงที่เข้มแข็งของตน สามารถกดดันผู้รุกรานได้ จนในขณะนี้พวกเขาไม่สามารถหาทางออกจากทางตันเชิงยุทธศาสตร์นี้ได้

    3- อิหร่านยังคงเดินหน้าบนเส้นทางแห่งการต่อต้านต่อ “ซาตานผู้ยิ่งใหญ่” และ “ซาตานผู้น้อยกว่า” ซึ่งหมายถึงอเมริกาและอิสราเอล แต่ท่าทีของรัฐบาลอิสลามบางประเทศไม่ขัดแย้งกับคำกล่าวของศาสดาหรือว่า (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ที่ว่า “ผู้ใดได้ยินชายคนหนึ่งร้องเรียกว่า ‘โอ้มุสลิมทั้งหลาย’ แล้วไม่ตอบรับเขา ผู้นั้นก็ไม่ใช่มุสลิมหรือ?” นี่คืออิสลามแบบใดกัน?

    4- บางประเทศได้ก้าวไปไกลยิ่งกว่านั้น โดยประกาศว่าอิหร่านเป็นศัตรู เพราะอิหร่านได้โจมตีฐานทัพอเมริกัน รวมถึงผลประโยชน์ของอเมริกาและอิสราเอลในดินแดนของพวกเขา อิหร่านควรจะอยู่นิ่งเฉยหรือ ในขณะที่ฐานทัพอเมริกันในประเทศของท่านถูกใช้เพื่อโจมตีอิหร่าน? นี่เป็นเพียงข้ออ้างที่อ่อนแอเท่านั้น วันนี้การเผชิญหน้าคือระหว่างอเมริกาและอิสราเอลในฝ่ายหนึ่ง กับอิหร่านและกองกำลังแห่งการต่อต้านในอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วพวกท่านยืนอยู่ข้างฝ่ายใด?

    5- จงคิดถึงอนาคตของโลกอิสลาม พวกท่านรู้ดีว่าอเมริกาไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อพวกท่าน และอิสราเอลก็เป็นศัตรูของพวกท่าน หยุดสักครู่และไตร่ตรองถึงตนเองและอนาคตของภูมิภาค อิหร่านจริงใจต่อพวกท่าน และไม่ได้แสวงหาการครอบงำเหนือพวกท่าน

    6- ความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลาม หากสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มกำลัง จะสามารถรับประกันความมั่นคง ความก้าวหน้า และความเป็นอิสระให้กับทุกประเทศของพวกเขาได้
    https://x.com/ShaykhSulaiman/status/2033556134884213177

    https://www.facebook.com/share/p/1DkacbeFqa/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านประกาศเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    เงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่
    1.การรับประกันว่าจะมี การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด
    2.การถอนฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ออกจากภูมิภาค
    3.การคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
    และ 4.การพัฒนาการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ใช้ระบบเงินดอลลาร์

    ข้อมูลนี้ถูกระบุโดย สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่าน

    สำนักข่าวทัสนิมยังกล่าวว่า
    “เป้าหมายสูงสุดของอิหร่านควรเป็นการสร้างระเบียบใหม่ในตะวันออกกลาง กรุงเตหะรานหวังว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคจะเข้ามาแทนที่การดำเนินการฝ่ายเดียวของชาติตะวันตก และด้วยวิธีนี้จะสามารถทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถูกทำให้เป็นกลางอย่างสมบูรณ์และในเชิงโครงสร้าง”
    https://x.com/SprinterPress/status/2033552667763433897

    https://www.facebook.com/share/p/1LbXgHmepP/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    229,123
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Mar 17, 2016 ด่วน! 16.40 น. นายแอลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุด คีย์แมนสำคัญระดับยุทธวิธีสงครามของอิหร่าน และมีอำนาจระดับเบอร์สองของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีอย่างหนักของอิสราเอล

    รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อิสราเอล แถลงข่าวสำคัญต่อสำนักข่าวทั่วโลก ว่า นายแอลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดและคีย์แมนสำคัญระดับยุทธวิธีสงครามของอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีอย่างหนักของอิสราเอล

    นายแอลี ลาริจานี เป็นผู้นำระดับสูงที่มีความอาวุโสเป็นรองจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านเท่านั้น นอกจากนี้ เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลทั้งทางทหาร ทางการเมืองมากที่สุดในอันดับแรกของอิหร่านด้วย

    ก่อนหน้าที่จะมีมติเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน นายแอลี ลาริจานี ได้รับการจับตามองจากทุกฝ่ายในอิหร่าน เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์สูงมากด้านความมั่นคงของชาติ ผลงานที่โดดเด่น คือ วางแผนปราบปรามการประท้วงใหญ่ของประชาชนชาวอิหร่านทั่วประเทศต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

    #ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #อิสราเอล #สหรัฐ #ข่าวด่วน #สงคราม #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1FgUGeMELK/
     

แชร์หน้านี้

Loading...